พธม.เตรียมร้องศาลรธน.วินิจฉัยสิทธิการชุมนุม

กลุ่มพันธมิตรฯ เตรียมร้องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสิทธิในการชุมนุมห้ามดำเนินคดี 5 ก.พ.นี้ ยืนยัน ไม่ได้ขอนิรโทษกรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลรัฐธรรมนูญว่า เมื่อเวลา 10.00 น. กลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ ที่เคยร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายประยงค์ ชัยศรี นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภพ พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุวรรณ พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เดินทางมายังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจะยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสิทธิในการชุมนุม แต่เอกสารยังไม่ครบถ้วนจึงยังไม่ได้ยื่นในวันนี้ (31 ม.ค.) โดยจะเดินทางมายื่นคำร้องอีกครั้งในวันจันทร์ที่ 5 กุมภาพันธ์นี้ โดยนายประยงค์ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ต้องการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกมาต่อสู้เรียกร้องของภาคประชาชนนั้นกระทำภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครองถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ องค์การพิทักษ์สยาม กปปส.และกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ

“ทุกกลุ่มที่ออกมาชุมนุมล้วนแต่กระทำภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ตำรวจและอัยการยังดำเนินการทางกฎหมายต่อผู้ชุมนุม โดยเฉพาะขณะนี้อัยการได้ฟ้องร้อง กปปส.เพิ่มขึ้น ทั้งที่ประชาชนต่อสู้เรียกร้องทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ และศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแล้วว่า สิ่งที่ผู้ชุมนุมได้กระทำไปนั้นอยู่ในขอบเขตและภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่ก็ยังถูกดำเนินคดี แสดงว่าองค์กรอื่นไม่ยอมผูกพันกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 27 และมาตรา 216 วรรคห้าว่าคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญย่อมผูกพันทุกองค์กร ฉะนั้น ในนามกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์ จึงมีความประสงค์ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรองรับถึงการต่อสู้ภาคประชาชนอีกครั้งหนึ่งว่า ได้กระทำการภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้” นายประยงค์ กล่าว

นายประยงค์ ยังกล่าวว่า ทางกลุ่มกลุ่มยุติธรรมภิวัฒน์จะยื่นคำร้องตามมาตรา 213 ในกรณีที่คดียังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากปัจจุบันคดีพันธมิตรบุกทำเนียบรัฐบาลยังอยู่ในระหว่างฎีกา ขณะที่คดีบุกทำเนียบรัฐบาลและดาวกระจาย 9 คน คดีบุกรัฐสภา ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะฟ้องซ้ำ จำนวน 6 คน และอีก 3 คนรอการกำหนดโทษ ซึ่งในปัจจุบันอัยการกำลังดำเนินการอุทธรณ์อยู่ ส่วนคดีที่ใหญ่ที่สุด คือ คดีบุกสนามบินสุวรรณภูมิ มีจำเลย 98 คน ยังไม่มีการสืบพยานโจทย์ในศาล

“เราต้องยอมรับว่าคำสั่งของศาลรัธรรมนูญย่อมผูกพันทุกองค์กร ผูกพันศาล ผูกพันรัฐบาล และผูกพันเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ปรากฎว่า แม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญสั่งว่า เป็นการชุมนุมโดยชอบ แต่กลับถูกดำเนินคดี นี่คือสิ่งที่เราต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับรองในสิ่งที่ภาคประชาชนได้ต่อสู้อีกครั้ง” นายประยงค์ กล่าว

นายประยงค์ ยอมรับว่า จุดประสงค์ของการเดินทางมายื่นคำร้องเพื่อให้เป็นผลต่อคดีอื่น ทั้งคดีที่ยังไม่ดำเนินการ คดีที่กำลังจะถูกฟ้อง ซึ่งเมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับรองว่า สิ่งที่ประชาชนได้กระทำไปนั้นอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการยังนำคดีไปฟ้องต่อศาล แสดงว่า ทั้ง 2 องค์กรไม่ยอมผูกพันตามรัฐธรรมนูญ จึงเท่ากับเป็นการละเมิดต่อศาลและประชาชน พร้อมย้ำว่า กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ กปปส. องค์การพิทักษ์สยาม มีเป้าหมายชัดเจนในการชุมนุมว่า แต่เป้าหมายของกลุ่มอื่นนั้น ไม่ขอแสดงความคิดเห็น

“การชุมนุมนอกสถานที่ ไม่ว่าจะบนถนนหรือสถานที่ต่างๆเป็นแค่การต่อรองและกดดันทางการเมืองให้รัฐบาลยอมรับในสิ่งที่ผู้เรียกร้องต้องการเท่านั้ัน ไม่ได้มีเจตนาจะบุกรุกเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายตามที่โจทย์หรืออัยการฟ้อง พร้อมยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการขอนิรโทษกรรมผ่านศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด” นายประยงค์กล่าว.- สำนักข่าวไทย